BEOGAMING : เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้กลายเป็นอดีตผู้จัดการ ของสโมสร เชลซี ไปเสียแล้ว จากการทำหน้าที่กุนซือได้ย่ำแย่ หลังจากพาทีม ไปได้เพียงแค่อันดับที่ 9 ของตาราง ทำให้สโมสร ประกาศแยกทางกับเขาในที่สุด ช่วงปลายเดือน มกราคม ที่ผ่านมา

BEOGAMING : แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนาน สิงโตน้ำเงินคราม

BEOGAMING : ซึ่งผลงานของเขา ไม่เป็นที่พอใจสำหรับผู้บริหาร โดยเฉพาะ 8 นัดหลังสุด ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แพ้ไปถึง 5 เกมรวด หลังการเข้ามาคุมทีมเพียงแค่ 18 เดือน โดยแฟนบอลส่วนใหญ่ ยังมองว่า ให้เวลาเขาน้อยเกินไป

ซึ่งในช่วงฤดูกาล 2019 -2020 ยังถือว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด ยังทำผลงานออกมาได้ดี หลังเข้ามารับงานต่อจาก เมาริซิโอ ซาร์รี ด้วยการพาทีมเก็บชัยชนะ 44 นัด เสมอ 17 เกม และแพ้ 23 นัด 

โดยในซีซั่นแรก พาทีมจบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีก คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และ ยังได้ตำแหน่งรองแชมป์ เอฟเอคัพ

แต่ในฤดูกาลที่ผ่านมา เขากลับใช้เงินเสริมทัพไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ ในการคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ์, ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์, เอดูอาร์ เมนดี และ ติอาโก ซิลวา มาร่วมทีม แต่กลับทำผลงานได้ อย่างน่าผิดหวัง 

จนผู้บริหารของสโมสร ตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่ง สำหรับในบทความนี้ เราจึงจะพาทุกท่าน ไปรับรู้เรื่องราวชีวิต ในสมัยที่เขายังค้าแข้งอยู่ ว่าเคยประสบความสำเร็จ มากขนาดไหน ถึงได้เป็นนักเตะ ระดับตำนาน ของสิงโตน้ำเงินคราม 

ในสมัยค้าแข้ง ที่แฟนฟุตบอล เชลซี ให้ความไว้วางใจ จนเขาได้เข้ามาคุมทีม หลังจากที่ได้แขวนสตั๊ดไปแล้ว

แฟรงค์ แลมพาร์ด เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1978 ในย่าน รอมฟอร์ด กรุงลอนดอน เป็นลูกของ แฟรงค์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์) อดีตกองหลังทีมชาติ อังกฤษ และ ลุงของเขา คือ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ผู้จัดการทีมชื่อดัง 

ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง เจมี เร้ดแนปป์ อดีตนักเตะดังของลิเวอร์พูล ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าในสมัยที่ แลมพาร์ด ยังเป็นเด็ก เขามีความผูกพัน กับกีฬาฟุตบอลมากแค่ไหน ด้วยความที่พ่อของเขา ประความสำเร็จอย่างสูง ในฐานะนักเตะอาชีพ 

จึงทำให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด มีทุกอย่าง ที่เขาต้องการตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นฐานะ หรือว่าการศึกษา โดยมีพ่อที่ให้การสนับสนุน เขาเล่นฟุตบอลอย่างเต็มที่ และ คอยเป็นโค้ชส่วนตัว ที่สอนทักษะการเล่นฟุตบอล ให้เขาอยู่เสมอ

เขาเริ่มต้น กับเส้นทางนักเตะครั้งแรก กับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ลุง และ พ่อ ของเขาคุมทีมอยู่ในเวลานั้น ทำให้เจ้าตัว กลายเป็นนักเตะที่ทุกคน จ้องจับผิดในทันที จากการที่ถูกมองว่า ใช้เส้นสายเข้ามาในทีม 

อีกทั้งสื่อต่างๆ ก็วิจารณ์เขาอย่างหนัก จากนั้นไม่นาน เขาก็สร้างผลงานพิสูจน์ตัวเอง จนทำให้แฟนบอล เวสต์แฮม ยอมรับด้วยผลงาน ที่ยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาล 1995-1996 ส่งผลให้มีชื่อ ติดทีมชาติ อังกฤษ ชุด u21 ในฐานะกัปตันทีม ในปี1997

ในตอนนั้น สโมสร เวสต์แฮม กลายเป็นทีมที่น่ากลัว และ ชื่อเสียงของ แลมพาร์ด ก็ได้รับการพูดถึงมากที่สุด ในฐานะกองกลางดาวรุ่ง ที่น่าจับตามอง จนกระทั่ง ในปี 2001 เขาย้ายไปร่วมทีมกับ เชลซี  ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ และ ถือว่า เป็นก้าวแรกสำหรับเขา ที่จะกลายเป็นตำนานสำหรับที่นี่ 

เพียงแค่ 4 ฤดูกาลแรก ก็สามารถทำผลงานดี จนกลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีม ที่จะขาดไม่ได้ พร้อมทำสถิติ การลงเล่นทุกนัด โดยไม่เคยได้หยุดพัก และ ไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ด้วยการลงเล่นต่อเนื่องไปถึง 164 นัด

จนกระทั่งในปี 2004 โซเซ มูรีนโย ได้มาคุมทีม ในฐานะกุนซือใหญ่ และ ได้มีการซื้อตัวนักเตะราคาแพง เข้ามาในทีมหลายคนแต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็ยังเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม ในแดนกลาง

โดยไม่มีใครสามารถมาเบียด ตำแหน่งเขาได้ และ เพียงแค่ฤดูกาลเดียว เขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ พ่วงด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุด ของทีมอีกด้วย อีกทั้งในปีต่อมา ก็ยังสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน 

ในชั่วโมงนั้น ถือว่า เชลซี  คือทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาสร้างผลงานมากมาย ให้กับสโมสร ลงสนามรับใช้ เชลซี 13 ฤดูกาล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 3 สมัย –  เอฟเอคัพ 4 สมัย –  แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย  – แชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก 1 สมัย – แชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก 1 สมัย

บทความจาก : BEOGAMING BEO72

morrisseydesignstudio.com